8 ฮอร์โมนที่ใช้ในการเพาะพันธุ์ปลา ฮอร์โมนที่นิยมใช้เพาะพันธุ์ปลากันในปัจจุบันมี 3 ประเภท คือ 8.1 ฮอร์โมนจากต่อมใต้สมอง (Pituitary Hormone) เป็นฮอร์โมนที่ได้จากต่อมใต้สมอง (Pituitary Gland) ของปลา ปกติต่อมใต้สมองจะหลั่งฮอร์โมนที่สำคัญหลายชนิด แต่ฮอร์โมนที่เกี่ยวกับการสืบพันธุ์วางไข่ (Gonad Stimulating Hormone or Gonadotropin) ที่สำคัญมี 2 ชนิด คือ FSH (Follicle Stimulating Hormone) ทำหน้าที่กระตุ้นการเจริญของไข่ในตัวเมีย และการแบ่งเซลของเชื้อตัวผู้ในเพศผู้ กับ LH (Luteinizing Hormone) ทำหน้าที่ช่วยให้เกิดการตกไข่ในเพศเมีย และการสร้างเชื้อตัวผู้ในเพศผู้ ในสมัยก่อนการใช้ฮอร์โมนจากต่อมใต้สมอง นับเป็นวิธีการที่ได้รับความนิยมอย่างมาก เนื่องจากได้ผลดีกว่าการใช้ฮอร์โมนชนิดอื่นๆ การเก็บต่อมใต้สมองจะนิยมเก็บจากปลาที่มีปริมาณไข่ค่อนข้างมาก โดยเฉพาะในพวกปลาคาร์พ ซึ่งได้แก่ ปลาจีน ปลายี่สกเทศ ปลาไน และปลานวลจันทร์เทศ เพราะต่อมใต้สมองของปลาเหล่านี้จะมีการสะสมฮอร์โมนไว้ค่อนข้างมาก และสามารถนำไปฉีดให้กับปลาชนิดต่างๆได้ผลดี โดยไม่จำเป็นต้องฉีดให้กับปลาชนิดเดียวกันกับที่เก็บต่อมใต้สมองมา ต่อมใต้สมองที่เก็บออกจากตัวปลาแล้ว ไม่จำเป็นต้องใช้ในสภาพสดทันที แต่สามารถเก็บรักษาไว้ในน้ำยาอะซีโตนได้เป็นเวลานานหลายเดือน เมื่อต้องการใช้จึงนำออกมาจากน้ำยาก็จะสามารถใช้ได้ทันที การใช้กำหนดหน่วยเป็น Dose ซึ่งคำนวณได้จากสูตร dose = น้ำหนักของปลาที่ถูกเก็บต่อมใต้สมอง / น้ำหนักของปลาพ่อแม่พันธุ์ที่จะฉีดฮอร์โมน หรือ = Donor/Recipient = D/R ตัวอย่าง ต้องการฉีดฮอร์โมนให้ปลากาแดง จำนวน 50 ตัว น้ำหนักตัวละ 40 กรัม ด้วยต่อม ใต้สมองของปลาไน ให้ปลากาแดงได้รับฮอร์โมนตัวละ 0.8 dose การคำนวณ ปลากาแดงที่ต้องการฉีดมีน้ำหนักตัวละ 40 กรัม กำหนดปริมาตรน้ำยาที่จะฉีดเข้าตัวได้ตัวละ 0.1 ซีซี(เพราะเป็นปลาขนาดเล็ก) จำนวนปลาที่ต้องการฉีดฮอร์โมน 50 ตัว \น้ำหนักปลารวมทั้งหมด = 40 X 50 = 2,000 กรัม \ปริมาตรน้ำที่จะใช้ผสมต่อม = 0.1 X 50 = 5.0 ซีซี จำนวนโดสที่ต้องการ คือ ตัวละ 0.8 โดส จากสูตร dose = D/R แทนค่า ได้ 0.8 = D / 2,000 D = 0.8 X 2,000 = 1,600 กรัม ต้องใช้เม็ดต่อมใต้สมองที่เก็บจากปลาไนน้ำหนักตัว = 1,600 กรัม นั่นคือ เลือกเม็ดต่อมใต้สมองที่เก็บจากปลาไนน้ำหนักตัว 1,600 กรัม อาจใช้เพียงเม็ดเดียวจากปลาน้ำหนักตัว 1,600 กรัมเลย หรือใช้ต่อมใต้สมองหลายเม็ดที่เก็บจากปลาหลายตัว ซึ่งรวมน้ำหนักตัวให้ได้ 1,600 กรัม เช่น อาจใช้ต่อมใต้สมองจำนวน 5 ต่อม ซึ่งเก็บมาจากปลาน้ำหนักตัวๆละ 250 , 300 , 300 , 350 และ 400 กรัมตามลำดับ รวมน้ำหนักตัวปลาได้ 1,600 กรัม นำมาบดแล้วผสมน้ำจำนวน 5.0 ซีซี เขย่าให้เข้ากันดี จากนั้นนำไปฉีดปลา กาแดง ตัวละ 0.1 ซีซี จะฉีดได้ครบทั้ง 50 ตัว ได้ฮอร์โมนตัวละ 0.8 dose ตามต้องการ 8.2 ฮอร์โมนสกัด (Extracted Hormone) เป็นฮอร์โมนที่ผลิตจากส่วนผสมที่เตรียมจากทั้ง Gonadotropic Hormone ซึ่งสกัดจากปัสสาวะของสตรีที่กำลังตั้งครรภ์ (จุดสุดยอดของปริมาณฮอร์โมน อยู่ระหว่างวันที่ 60 - 75 หลังจากตั้งครรภ์ โดยในปัสสาวะ 1,000 ซีซี หรือ 1 ลิตร จะมีฮอร์โมนประมาณ 5,000 - 10,000 IU) และผสมกับต่อมใต้สมองของสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนมหลายชนิด ได้แก่ หมู หนู หรือกระต่าย ชนิดใดชนิดหนึ่งแล้วแต่บริษัท ฮอร์โมนสกัดจะมีจำหน่ายตามร้านขายยา ตามโรงพยาบาล และร้านขายเครื่องมือวิทยาศาสตร์ ใช้ชื่อทางการค้าต่างๆกัน เช่น Synahorin, Pare Hormone และ Puberogen เป็นต้น 8.3 ฮอร์โมนสังเคราะห์ (Synthetic Hormone) เป็นฮอร์โมนที่นิยมใช้กันมากที่สุดในปัจจุบัน เนื่องจากใช้ง่าย สะดวก เก็บรักษาง่าย และให้ผลดี ฮอร์โมนสังเคราะห์ที่จำหน่ายในท้องตลาดมีชื่อทางการค้าว่า Suprefact ซึ่งมีตัวยาหรือฮอร์โมน คือ Buserelin Acetate อยู่ในรูปของสารละลาย บรรจุขวดละ 10 ซีซี มีตัวยาฮอร์โมนอยู่ 10 มิลลิกรัม ก่อนใช้ควรนำฮอร์โมนมาเจือจางก่อน เพราะในการใช้ฉีดปลาจะใช้ในปริมาณที่น้อยมาก เตรียมขวดขนาดเล็กมีความจุประมาณ 15 - 20 ซีซี มีจุกปิดสนิท ใช้เข็มฉีดยาขนาด 1 ซีซีที่สะอาด ดูดน้ำยามา 1 ซีซีถ่ายลงในขวดที่เตรียมไว้ แล้วเติมน้ำกลั่นลงไปอีก 9 ซีซี ปิดจุกแล้วเขย่าให้น้ำยาเข้ากัน ดังนั้นฮอร์โมนที่เตรียมใหม่จะมีปริมาตรรวม 10 ซีซี มีตัวยาอยู่ 1 มิลลิกรัม หรือเท่ากับ 1,000 ไมโครกรัม (µg) การใช้ฮอร์โมนสังเคราะห์จะต้องใช้ร่วมกับยาเสริมฤทธิ์ เพื่อช่วยให้ฮอร์โมนที่ฉีดเข้าไปมีประสิทธิภาพดี ยาเสริมฤทธิ์ที่นิยมใช้มีชื่อทางการค้าว่า Motelium ซึ่งมีตัวยาคือ Domperidone มีลักษณะเป็นเม็ดสีขาว บรรจุแผงๆละ 10 เม็ด ยา 1 เม็ด จะมีตัวยาอยู่ 10 มิลลิกรัม อัตราการใช้ฮอร์โมนสังเคราะห์ จะใช้ในอัตรา 10 - 20 µg ต่อน้ำหนักปลา 1 กิโลกรัม และยาเสริมฤทธิ์ 10 มิลลิกรัม ต่อน้ำหนักปลา 5 กิโลกรัม ตัวอย่าง ต้องการฉีดปลากาแดง จำนวน 50 ตัว น้ำหนักตัวละ 40 กรัม ให้ได้ปริมาณฮอร์โมน 15 µg ต่อน้ำหนักปลา 1 กิโลกรัม และยาเสริมฤทธิ์ 10 มิลลิกรัม ต่อน้ำหนักปลา 5 กิโลกรัม การคำนวณ ปลากาแดงที่ต้องการฉีดมีน้ำหนักตัวละ 40 กรัม กำหนดปริมาตรน้ำยาที่จะฉีดเข้าตัวได้ตัวละ 0.1 ซีซี(เพราะเป็นปลาขนาดเล็ก) จำนวนปลาที่ต้องการฉีดฮอร์โมน 50 ตัว ปริมาตรน้ำที่จะใช้ผสมต่อม = 0.1 X 50 = 5.0 ซีซี ………..( 1 ) หาน้ำหนักปลารวมทั้งหมด = 40 X 50 = 2,000 กรัม แต่ต้องการฉีดฮอร์โมนปริมาณ 15 µg ต่อน้ำหนักปลา 1 กิโลกรัม \ต้องการฮอร์โมนรวม = 15 X 2 = 30 µg ต้องใช้ฮอร์โมนจากขวดที่เจือจางไว้แล้ว ซึ่งมีฮอร์โมน 1,000 µg ในน้ำยา 10 ซีซี ถ้าต้องการฮอร์โมน 30 µg จะอยู่ในน้ำยา = 10 X 30/1,000 = 0.3 ซีซี ……( 2 ) และต้องการยาเสริมฤทธิ์ปริมาณ 10 มิลลิกรัม ต่อน้ำหนักปลา 5 กิโลกรัม \ต้องการยาเสริมฤทธิ์ = 10 X 2/5 = 4 มิลลิกรัม เตรียมยาเสริมฤทธิ์ โดยใช้ยา 1 เม็ด บดให้ละเอียดแล้วเติมน้ำ 1 ซีซี (ยาเสริมฤทธิ์จะละลายน้ำได้น้อยมาก ปล่อยให้ตกตะกอน และให้ถือว่าน้ำใสเหนือตะกอนมียาละลายเต็มที่) นั่นคือตัวยา 10 มิลลิกรัม ละลายอยู่ในน้ำ 1 ซีซี ตัวยาที่ต้องการ 4 มิลลิกรัม จะอยู่ในน้ำ = 1 X 4 / 10 = 0.4 ซีซี…………( 3 ) เตรียมผสมน้ำยาที่ต้องการ ใช้ขวดเปล่าอีก 1 ใบ ดูดน้ำยาฮอร์โมนจากขวดที่เจือจางแล้ว จาก (2) จำนวน 0.3 ซีซี ใส่ลงขวดใหม่ ดูดยาเสริมฤทธิ์ จาก (3) จำนวน 0.4 ซีซี ใส่ผสมลงในขวดฮอร์โมน จากนั้นใส่น้ำกลั่นลงไปอีก 4.3 ซีซี จะได้ปริมาณน้ำยาเป็น 5.0 ซีซี ตามต้องการ จาก (1) เขย่าให้น้ำยาผสมเข้ากันดี แล้วนำไปฉีดปลากาแดงตัวละ 0.1 ซีซี จะได้ปริมาณฮอร์โมน และยาเสริมฤทธิ์ในปลาแต่ละตัวตามต้องการ จะเห็นได้ว่าใช้ปริมาณฮอร์โมนค่อนข้างน้อยมาก คือ จากปริมาณฮอร์โมนที่ต้องการ 15 µg ต่อน้ำหนักปลา 1 กิโลกรัม( 1,000 กรัม ) ถ้าพิจารณาปลากาแดงเพียง 1 ตัว ซึ่งมีน้ำหนักตัวเพียง 40 กรัม \ปลากาแดง 1 ตัว ต้องการฮอร์โมน = 15 X 40 / 1,000 = 0.6 µg เท่านั้น 9 เทคนิคการเพาะพันธุ์ปลา การเพาะพันธุ์ปลาจะได้รับผลสำเร็จมากน้อยเพียงใด ขึ้นกับปัจจัยดังนี้ 9.1 การคัดพ่อแม่พันธุ์ ปลาที่จะนำมาเพาะจะต้องเป็นปลาที่มีไข่แก่แล้วเท่านั้น คือมีรังไข่อยู่ในขั้นพักตัว (Resting Stage) มิใช่ว่าปลาที่มีการตั้งท้องทุกตัว(คือเห็นส่วนท้องขยายออก)จะนำมาใช้เพาะได้ทั้งหมด ผู้เพาะจะต้องรู้จักวิธีการคัดปลาที่มีไข่แก่พร้อมที่จะผสมพันธุ์ ซึ่งส่วนใหญ่จะอาศัยดูจากติ่งเพศ ปลาที่มีไข่แก่จะมีการขยายตัวของติ่งเพศ และส่วนท้องขยายนิ่ม ทั้งนี้จะต้องขึ้นกับประสบการณ์ ความชำนาญ และความช่างสังเกตุของผู้เพาะพอสมควร 9.2 การเลี้ยงพ่อแม่พันธุ์ปลา เนื่องจากปลาสวยงามมักได้รับการเลี้ยงดูเอาใจใส่อย่างดี โดยเฉพาะอย่างยิ่งมีระบบกรองน้ำที่ดี ทำให้คุณภาพน้ำค่อนข้างดีอยู่ตลอดเวลา ดังนั้นเมื่อแยกปลาไปลงบ่อเพาะ น้ำใหม่ในบ่อเพาะจึงไม่สามารถกระตุ้นให้ปลาวางไข่ได้ เพราะสภาพน้ำในบ่อเลี้ยงและบ่อเพาะไม่มีความแตกต่างกัน ดังนั้นปลาที่จะเตรียมหรือเลี้ยงเพื่อเป็นพ่อแม่พันธุ์ไว้เพาะพันธุ์ ควรจะเลี้ยงไว้ในลักษณะที่คุณภาพน้ำไม่ดีมากนัก เช่น เปลี่ยนเครื่องกรองน้ำเป็นแบบ Box Filter ซึ่งพอช่วยกรองน้ำได้บ้างพร้อมเพิ่มออกซิเจนไปในตัว และงดการถ่ายน้ำก่อนการเพาะประมาณ 1 เดือน จะทำให้ปลามีความรู้สึกว่าสภาพน้ำในบ่อเลี้ยงไม่ดีนัก เพราะจะมีสารประกอบไนโตรเจนที่เกิดจากการหมักหมมและสิ่งขับถ่ายมากขึ้น เมื่อคัดปลาไปลงบ่อเพาะซึ่งเป็นน้ำใหม่มีคุณภาพดีกว่ามาก จะทำให้ปลามีความรู้สึกเหมือนกับการได้รับน้ำใหม่ในช่วงฤดูฝน จึงทำให้ปลาเกิดการวางไข่ได้อย่างง่ายดาย 9.3 วิธีการคัดพ่อแม่พันธุ์ ต้องทำด้วยความระมัดระวัง ให้ปลามีความบอบช้ำน้อยที่สุด และควรงดให้อาหารปลา ก่อนการคัดประมาณ 4 - 6 ชั่วโมง เพื่อป้องกันความผิดพลาดจากการขยายตัวของท้องเนื่องจากปริมาณอาหารที่กินเข้าไป 9.4 การเตรียมบ่อเพาะ จะต้องให้มีความพร้อมที่ปลาต้องการในการวางไข่ให้มากที่สุด เช่น ปลาทอง ปลาคาร์พ ปลาเสือสุมาตรา ปลาเซเป้ ในธรรมชาติจะวางไข่บริเวณผิวน้ำ ในบ่อเพาะจึงควรเตรียมรังลอยใกล้ผิวน้ำ ปลาดุก ปลาแขยง ปลากด ในธรรมชาติจะวางไข่ตามบริเวณพื้นก้นบ่อ ในบ่อเพาะจึงควรเตรียมรังอยู่ก้นบ่อ นอกจากนั้นระดับน้ำในบ่อเพาะสำหรับการเพาะปลาสวยงาม ไม่ควรเกินกว่า 30 เซนติเมตร 9.5 การเพิ่มลม จะให้ลมแรงมากน้อยเพียงใดต้องดูจากพฤติกรรมการวางไข่ในธรรมชาติของปลาแต่ละชนิด ปลาที่ไข่ทิ้งโดยเฉพาะพวกที่มีไข่ครึ่งลอยครึ่งจมจะต้องการลมแรง มีการหมุนเวียนของน้ำยิ่งมากยิ่งดี แต่ปลาที่มีการจับคู่สร้างรังและมีการดูแลรักษาไข่ จะต้องการความสงบไม่ต้องการให้มีการไหลของน้ำ ควรเปิดลมเบาๆเพื่อเป็นการเพิ่มออกซิเจนเท่านั้น 9.6 การเพิ่มน้ำ หากสามารถทำน้ำไหลหรือทำฝนเทียมเลียนแบบธรรมชาติ ก็จะยิ่งทำให้ปลาวางไข่ได้ดีขึ้น และจะมีอัตราการผสมค่อนข้างดีด้วย เพราะการระบายน้ำจะช่วยไล่ความคาวหรือเมือกที่เกิดขึ้นในขณะที่ปลาวางไข่ออกไปด้วย 9.7 การเลือกใช้ฮอร์โมน ถ้าหากเป็นปลาที่จำเป็นต้องฉีดฮอร์โมนกระตุ้น ก็ควรเลือกชนิดฮอร์โมนให้เหมาะสม สำหรับปัจจุบันการใช้ฮอร์โมนสังเคราะห์จะสะดวกและให้ผลดี นอกจากนั้นยังต้องเลือกวิธีการให้เหมาะสมด้วย ต้องศึกษาว่าปลาชนิดใดใช้วิธีการฉีดฮอร์โมนเพื่อกระตุ้นการแพร่พันธุ์วางไข่ได้ และปลาชนิดใดจะฉีดฮอร์โมนเพื่อกระตุ้นการตกไข่ เพื่อจะทำให้สามารถดำเนินการจัดเตรียมบ่อเพาะและอุปกรณ์ต่างๆได้ถูกต้อง 10 การอนุบาลลูกปลา การอนุบาลลูกปลาเป็นขั้นตอนที่ต้องการความรู้ความชำนาญ ตลอดจนการดูแลเอาใจใส่เป็นอย่างยิ่ง การอนุบาลลูกปลาทะเลจะค่อนข้างยาก เนื่องจากลูกปลาทะเลมักจะมีขนาดค่อนข้างเล็กมาก ส่วนปลาน้ำจืดนั้นยังจัดว่าดำเนินการได้ง่ายเพราะลูกปลามีขนาดโตพอควร และหัดให้กินอาหารสมทบได้ง่าย โดยปกติแล้วลูกปลาทุกชนิดที่พึ่งฟักตัวออกจากไข่ จะมีถุงไข่แดง (Yolk Sac) หรือถุงอาหารซึ่งจะสังเกตได้ว่าที่หน้าท้องของลูกปลาจะป่องนูนออกมา ลูกปลาจะอาศัยอาหารจากถุงไข่แดงนี้เลี้ยงตัวอยู่ได้ 1 - 2 วันแล้วแต่ชนิดปลา ในระยะนี้ลูกปลาที่เกิดจากพวกไข่ติดมักจะเกาะอยู่ใกล้ๆบริเวณที่ฟักตัว ส่วนลูกปลาที่ฟักออกจากไข่ครึ่งลอยครึ่งจม ก็จะว่ายน้ำในลักษณะพุ่งตัวขึ้นลงในแนวดิ่งตลอดเวลา เมื่อลูกปลาใช้อาหารจากถุงไข่แดงหมดแล้ว ลูกปลาทั้งหลายก็จะว่ายน้ำในแนวระดับเพื่อหาอาหาร ผู้เลี้ยงก็จะต้องจัดเตรียมอาหารที่เหมาะสมให้แก่ลูกปลา หากลูกปลาไม่สามารถกินอาหารที่ให้ หรือได้รับอาหารไม่เพียงพอในช่วงแรกนี้ ลูกปลาจะแคระแกรนเติบโตช้า และจะเริ่มทำอันตรายกันเอง ทำให้มีอัตรารอดน้อย จะสังเกตุได้ว่าลูกปลาในครอกเดียวกันจะมีขนาดแตกต่างกันมาก แต่ถ้าลูกปลากินอาหารที่ให้ได้ดีและมีอาหารเพียงพอ ลูกปลาจะเติบโตรวดเร็วมีขนาดสม่ำเสมอกัน และมีอัตราการรอดสูง 10.1 การอนุบาลลูกปลากินเนื้อ ปลาที่จัดเป็นประเภทปลากินเนื้อ เช่น ปลากัด ปลาเทวดา ปลาปอมปาดัวร์ ปลาออสการ์ และปลามังกร ลูกปลาที่เกิดมาก็มักจะต้องการอาหารที่มีชีวิตในช่วงระยะแรกๆ ผู้เลี้ยงจำเป็นจะต้องเตรียมเพาะไรแดง หรืออาร์ทีเมีย ไว้เป็นอาหารลูกปลา โดยจะต้องเลี้ยงด้วยอาหารมีชีวิตอยู่ประมาณ 10 - 20 วัน แล้วแต่ชนิดปลา ลูกปลาจะมีขนาดโตขึ้นและหากินอาหารได้ดี จากนั้นจึงเริ่มหัดให้กินอาหารสมทบ ลูกปลาก็จะเติบโตรวดเร็วและมีอัตราการรอดดี 10.2 การอนุบาลลูกปลากินพืช กลุ่มปลากินพืชและกินทุกอย่าง เช่น ปลาทอง ปลาคาร์พ ปลาหางนกยูง ปลาสอด ปลาซิว ปลาสร้อย และปลาตะเพียนทอง เป็นกลุ่มปลาที่อนุบาลลูกปลาได้ง่าย เมื่อลูกปลาใช้อาหารจากถุงอาหารหมดแล้ว ลูกปลาสามารถกินอาหารสมทบได้ทันที สมัยก่อนนิยมใช้ไข่ต้มสุกแล้วเอาเฉพาะไข่แดงมาขยี้ผ่านผ้าขาวบาง ก็นำไปให้ลูกปลากินได้เลย แต่ปัจจุบันนิยมใช้อาหารผงซึ่งเป็นอาหารอนุบาลลูกปลาดุก เป็นอาหารที่มีคุณค่าทางอาหารครบถ้วน และลูกปลากินได้ดี นำไปโปรยบนผิวน้ำอาหารจะค่อยๆดูดน้ำแล้วจมตัวลง ลูกปลากินได้เป็นอย่างดี ให้อาหารผงเป็นเวลา 10 - 15 วัน ลูกปลาจะมีขนาดใหญ่ขึ้น จึงหัดให้กินอาหารเม็ดต่อไป เพราะการใช้อาหารเม็ดเลี้ยงปลาจะลดปัญหาเรื่องน้ำเสียได้ดีกว่าการใช้อาหารผง 11 เทคนิคการอนุบาลลูกปลา ไม่ว่าจะเป็นการอนุบาลลูกปลาโดยใช้อาหารมีชีวิตหรืออาหารสมทบก็ตาม สิ่งสำคัญที่จะช่วยให้การอนุบาลลูกปลาประสบผลสำเร็จก็คือ การเปลี่ยนถ่ายน้ำ เพราะการอนุบาลจำเป็นต้องให้อาหารมากเกินพอ และผู้เลี้ยงมักจะให้อาหารมากเกินความต้องการของปลาไปมากเสมอ ทำให้มีอาหารตกค้างสะสมอยู่ที่ก้นบ่ออนุบาลค่อนข้างมากทุกวัน และสิ่งตกค้างเหล่านี้จะมีผลทำให้ลูกปลาติดเชื้อได้ง่าย ดังนั้นบ่ออนุบาลจะต้องสามารถล้างได้ง่าย หรือปรับระบบน้ำไหลได้ดี และสามารถระบายของเสียทิ้งได้ด้วย การล้างเศษอาหารที่ตกค้างจะช่วยลดกลิ่นเน่าเหม็นที่เกิดขึ้นภายในบ่ออนุบาล เป็นการช่วยป้องกันการเกิดโรคระบาดได้อย่างดี นอกจากนั้นการล้างบ่ออนุบาลบ่อยๆยังเท่ากับเป็นการเปลี่ยนน้ำใหม่ให้ปลาด้วย ถ้าสามารถล้างได้ทุกวันลูกปลาจะเติบโตได้อย่างรวดเร็ว

Comment

Comment:

Tweet

ตัวฮอร์โมน สังเคราะหาซื้อได้ที่ไหนครับถ้ามีกรุณาติดต่อด้วยครับ
kom_bb_07@hotmail.com 087-3810047

#1 By khomsak (110.49.226.173) on 2011-05-17 21:44