ต้นชะมวง

posted on 16 Jan 2010 22:33 by thanawat-pipat
ต้นชะมวง ชะมวงมีชื่อทางวิทยาศาสตร์ว่า Garcinia cowa,Roxd. อยู่ในวงศ์ GUTTTIFERACEAE มีชื่อเรียกอื่น ๆ คือ ส้มวง ( ภาคใต้ ) ชะมวง ( ไทยกลางและตะวันออก ) ชะมวงเป็นพรรณไม้ยืนต้น มีขนาดย่อมจนถึงขนาดกลาง มีอยู่ทั่วไปตามป่าชื้น ใบจะมีลักษณะแข็งและยายหนาคล้ายกับใบมะดัน ดอกเล็ก กลีบดอกแข็งมีสีเหลืองนวลและมีกลิ่นหอม ดอกจะดกมาก ใหญ่ประมาณ 10 - 15 เซนติเมตร การขยายพันธุ์โดยการใช้เมล็ด สรรพคุณอื่น ๆ ใบและดอกใช้เป็นยาระบายท้อง รักษาโรคไข้ กัดฟอก เสมหะ รักษาธาตุพิการ นอกจากนี้ใบอ่อนและผลยังใช้ปรุงเป็นอาหาร มีรสเปรี้ยวคล้ายใบมะดัน ถ้ากินมาก ๆ จะทำให้ท้องระบายคล้ายดอกขี้เหล็ก ต้นชะมวงมีถิ่นที่อยู่มักจะขึ้นตามป่าชื้นทางภาคใต้ และภาคตะวันออก ทางภาคกลางก็มีปลูกกันบ้างแต่เล็กน้อย

ข่าเหลืองเงินล้าน

posted on 16 Jan 2010 22:19 by thanawat-pipat
ตำบลบ้านนา อำเภอกะเปอร์ จังหวัดระนอง เกษตรกรส่วนใหญ่ทำอาชีพเกษตรแบบผสมผสานปลูกพืชหลายชนิดอยู่ร่วมกันจนเรียกกันว่า ปลูกพืช 4 ชั้น คือ ชั้นที่หนึ่งอยู่บนสุดเป็นหมาก มะพร้าว สะตอ ชั้นที่สองเป็นไม้ผล เช่น เงาะ ทุเรียน มังคุด ลองกอง ต่ำลงมาชั้นที่สามเป็นกาแฟ ชะอม ส้มป่อย ผักเหลียง และชั้นที่สี่อยู่บนผิวดิน และใต้ดิน เช่น ขิง ข่า ตะไคร้ ขมิ้น กระชาย เป็นต้น และจากการที่เกษตรกรปลูกพืชที่มีความหลากหลายเช่นนี้ ทำให้เกษตรกรมีงานทำตลอดปี ใช้ประโยชน์จากที่ดินได้อย่างคุ้มค่า มีประสิทธิภาพสูงสุด และที่สำคัญทำให้เกษตรกรมีรายได้รายวัน รายเดือนและรายปี พืชที่ทำรายได้รายวันที่สำคัญคือ ข่าเหลือง ซึ่งรอบปีที่ผ่านมาสามารถนำ เงินตราเข้าหมู่บ้าน ได้กว่า 30 ล้านบาท ข่าเงินล้านที่ตำบลบ้านนา ที่จะนำเสนอต่อไปนี้ จึงเป็นอีกทางเลือกใหม่ของเกษตรกรในจังหวัดระนองที่น่าจับตามองเป็นอย่างยิ่ง ข่าเหลืองเงินล้าน จริงหรือ? สำนักงานเกษตรอำเภอกะเปอร์ ได้เก็บข้อมูลเกษตรกรผู้ปลูกข่าเหลือง ในพื้นที่มีเกษตรกรตำบลบ้านนา อำเภอกะเปอร์ ปลูกข่าเหลือง 243 ราย เนื้อที่ 492 ไร่ ใช้ระยะปลูก 50x50 เซนติเมตร ใน 1 ไร่ จะปลูกข่าได้จำนวน 6,400 หลุม (กอ) หลังปลูก 5 - 6 เดือน สามารถขุดขายได้ โดยเฉลี่ยน้ำหนักกอละ 1.5 กิโลกรัม จะได้ผลผลิต เฉลี่ย 9,600 กิโลกรัมต่อไร่ เมื่อขุดข่าแล้วต้องนำมาทำความสะอาด บรรจุถุงและจะมีพ่อค้ามารับซื้อถึงบ้าน ราคาซื้อขายกิโลกรัมละ 10 - 12 บาท รายได้เมื่อหักค่าใช้จ่าย แล้วประมาณ 80,000 บาทต่อไร่ เกษตรกรตำบลบ้านนา ปลูกข่าเหลือง 492 ไร่ รายได้ไร่ละ 80,000 บาท คิดเป็นเงิน 39,360,000 บาท หรือเท่ากับ 39 ล้านบาทเศษต่อ 1 ฤดูกาลปลูก และในช่วงเดือน กุมภาพันธ์ - เมษายน ข่าเหลืองของเกษตรกรกระทบแล้ง ผลผลิตที่ได้น้อยกว่าปกติ ทำให้ราคาพุ่งสูงขึ้นถึง 15 - 16 บาทต่อกิโลกรัม ดังนั้น คำว่า "ข่าเงินล้าน" สำหรับหมู่บ้านนี้ จึงเป็นไปได้ร้อยเปอร์เซ็นต์เต็ม ผู้นำการปลูกข่าเหลือง นางสัมภาษณ์ อยู่สุ่ม อยู่บ้านเลขที่ 19/30 หมู่ที่ 8 ตำบลบ้านนา อำเภอกะเปอร์ โทร. 0-7789-0005 เล่าว่า ปลูกข่าเหลืองมาตั้งแต่ปี 2540 โดยใช้พันธุ์ที่ได้จาก เพื่อนบ้าน ซึ่งนำมาจากภาคตะวันออกเฉียงเหนือ (อีีสาน) เพื่อปลูกไว้กินเองเหลือจากกินก็นำไปขาย ปรากฏว่า ตลาดมีความต้องการสูง จึงสนใจหันมาปลูกข่าเหลืองกัน เมื่อถามว่า ปลูกข่าเหลืองดีกว่าปลูกพืชชนิดอื่นอย่างไร นางสัมภาษณ์ อยู่สุ่ม บอกว่า ข่าเป็นพืชที่ปลูกง่าย เจริญเติบโตเร็ว ลงทุนต่ำ การดูแลรักษาไม่ยุ่งยาก โรค-แมลงรบกวนน้อย ให้ผลตอบแทนสูง เมื่อเปรียบเทียบกับการปลูกกาแฟ พบว่า ปลูกข่าเหลือง 3 ไร่ ดีกว่าการปลูกกาแฟ 5 ไร่ และอนาคตข่าเหลืองมีแนวโน้มสดใสกว่ากาแฟอีกด้วย เพราะตลาดยังมีความต้องการสูง ที่ตำบล บ้านนาเกษตรกรปลูกทั้งตำบล แต่ผลผลิตข่าเหลืองก็ยังไม่พอต่อความต้องการของตลาด เหตุผลที่ปลูกข่าเหลือง นางสัมภาษณ์ อยู่สุ่ม บอกว่า ข่าเป็นพืชคนจน เกษตรกรส่วนใหญ่มักไ่ม่สนใจ แต่จะหันไปสนใจพืชเศรษฐกิจ เช่น ยางพารา กาแฟ ปาล์มน้ำมัน แต่ตนเองมองว่าพืชเหล่านั้นกินไม่ได้ ให้ผลตอบแทนช้า จึงได้สนใจปลูกข่าเหลืองเป็นเจ้าแรกเมื่อหลายปีก่อน ในระยะแรกไม่มีคู่แข่งการตลาดก็ไม่มีปัญหา ต่อมามีเพื่อนเกษตรกร ปลูกข่าเหลืองมากขึ้น จนถึงทุกวันนี้ปลูกกันทั้ง 8 หมู่บ้าน ในตำบลบ้านนา คู่แข่งมากขึ้น จึงต้องพัฒนาด้านคุณภาพมากยิ่งขึ้น แต่ก็ไม่มีปัญหาเรื่องการตลาด เพราะผลผลิตมีมาก คนรับซื้อก็มาก การกระจายสินค้า (ข่า) ก็มากตามไปด้วย การปลูกข่าเหลือง นางสัมภาษณ์ อยู่สุ่ม บอกว่า การปลูกข่าเหลือง จะต้องวางแผนการผลิตให้สามารถออกสู่ตลาดได้ตลอดปี (เว้นช่วงเก็บเกี่ยวกาแฟ) ทำให้มีรายได้ทุกเดือน สำหรับ การปลูกข่าเหลือง ปลูกได้ตลอดปี โดยเฉพาะแหล่งที่มีน้ำเพียงพอ ดินที่ปลูกควรเป็นที่ระบายน้ำดี น้ำไม่ท่วมขัง ไม่อุ้มน้ำ เพราะจะทำให้เกิดปัญหาโรครากเน่าได้ และควรปรับปรุงดิน ด้วยการใส่ปุ๋ยหมัก หรือใส่แกลบกาแฟเพิ่มความร่วนซุยให้แก่ดิน จะทำให้ได้ข่าเหง้าโต น้ำหนักดี ใช้ระยะปลูก 50x50 เซนติเมตร ขุดหลุมขนาด 30x30x20 เซนติเมตร 1 ไร่ จะปลูกได้ 6,400 หลุม รองก้นหลุมด้วยปุ๋ยคอก 1 กระป๋องนม การคัดเลือกพันธุ์ที่มีอายุ 8 เดือนขึ้นไป มีตาสมบูรณ์ ไม่มีโรคแมลงทำลาย แบ่งเหง้าพันธุ์แต่ละเหง้าให้มีตา 3-5 ตา ใช้เหง้าพันธุ์ประมาณ 1,500 - 2,000 กก.ต่อไร่ หรือเท่ากับเหง้าพันธุ์ 1 กก. ต่อ 3 หลุม จากนั้นนำเหง้าพันธุ์มาชุบด้วยสารเคมีป้องกันกำจัดเชื้อราก่อนปลูก การปลูกให้ฝังเหง้าพันธุ์ ลึก 5-7 เซนติเมตร ขึ้นอยู่กับสภาพพื้นที่ แต่ถ้าใช้ต้นพันธุ์ที่เพาะกล้าไว้ในถุงพลาสติก ขนาด 8x10 นิ้ว ก็จะใช้ 1 ถุงต่อ 1 หลุมใน 1 ไร่ ใช้ต้นกล้า 6,400 ถุง การดูแลรักษา หลังจากปลูกข่าเหลือง สิ่งที่สำคัญ คือ ต้องคอยกำจัดวัชพืช อย่าให้ขึ้นรกท่วมแปลงปลูก สำหรับนางสัมภาษณ์ อยู่สุ่ม จะใช้วิธีการถอน จะไม่ใช้สารเคมีกำจัดวัชพืช เพราะจะมีผลกระทบต่อข่าเหลืองและมีสารพิษตกค้าง และไม่ใช้สารป้องกันกำจัดศัตรูพืชใด ๆ จึงรับรองได้เรื่องความปลอดภัยจากสารพิษ การใส่ปุ๋ย นางสัมภาษณ์ อยู่สุ่ม บอกว่า่ก่อนปลูกรองก้นหลุมด้วยปุ๋ยคอก ปุ๋ยหมัก หลังปลูก 3 เดือน และ 4 - 5 เดือน ใส่ปุ๋ยเคมีสูตร 15-15-15 โดยการโรยบางๆ รอบโคนต้น และควรหาแกลบกาแฟหรือเศษหญ้าแห้งคลุมโคน จะทำให้ข่าเหลืองเจริญเติบโตดี เหง้าโตขนาดจัมโบ้ สิ่งสำคัญในการปลูกข่า คือขาดน้ำไม่ได้และดินแฉะเกินไปก็ไม่ได้ เพราะจะทำให้ เกิดโรครากเน่า ส่วนปัญหาโรคแมลงรบกวนมีน้อย เพราะข่ามีกลิ่นเฉพาะตัวที่ช่วยขับไล่แมลง การเก็บเกี่ยว เมื่อข่าเหลือง อายุได้ 5-6 เดือน ก็สามารถขุดขายได้ วิธีการขุด โดยใช้จอบหรือเสียมขุดขึ้นมาทั้งกอ ตัดใบทิ้ง แล้วนำมาทำความสะอาด ใช้เครื่องพ่นสารเคมีแรงสูง แต่ไม่มีส่วนผสมของสารเคมีฉีดพ่นน้ำทำความสะอาด ลอกกาบ ล้างดินและต้องคอยระวังอย่าให้ช้ำ เพราะแรงดันของน้ำแรงมาก จากนั้นนำมาตัดแต่งราก ตัดแต่งลำต้นและบรรจุถุง รอการจำหน่าย นางสัมภาษณ์ อยู่สุ่ม บอกว่า ข่าเหลืองโดยเฉลี่ยจะใ้ห้ผลผลิตกอละ 1.5 กิโลกรัม ใน 1 ไร่ ปลูก 6,400 กอ จะได้น้ำหนักประมาณ 9,600 กิโลกรัม ๆ ละ 12 บาท จะมีรายได้เฉลี่ยเท่ากับ 115,200 บาท เมื่อหักค่าใช้จ่ายจะมีรายได้ไม่ต่ำกว่าไร่ละ 80,000 บาท ซึ่งใช้เวลาเพียง 5 - 6 เดือนเท่านั้น ในช่วงที่เก็บเกี่ยวเกษตรกรคนเก่งบอกว่า จะปลูกใหม่ทดแทนไปทันที จะไม่ปล่อยให้พื้นที่ว่าง จึงทำให้มีผลผลิตออกสู่ตลาดได้ตลอดปี การตลาด นางสัมภาษณ์ อยู่สุ่ม บอกว่า การตลาดไม่มีปัญหา มีพ่อค้ามารับซื้อถึงบ้าน ในระยะแรกเมื่อ 7 - 8 ปีก่อน ปลูกข่าเหลืองกันน้อย พ่อค้าไม่ค่อยรู้จัก ต่อเมื่อมีการขยายปลูก กันทั้งตำบลบ้านนา จึงทำให้ดึงดูดพ่อค้าเข้ามาถึงพื้นที่ ปัจจุบันมีพ่อค้าเข้ามาซื้อข่าและพืชผักชนิดอื่นด้วย เช่น ขมิ้น กระชาย ชะอม ส้มป่อย ทุกวัน ๆ ละ 7 - 10 คันรถปิคอัพ สำหรับ ของตนเอง จะสามารถขุดข่าเหลืองขายได้วันเว้นวัน ราคาที่ขายได้ กิโลกรัมละ 10 - 12 บาท แต่ในช่วงฤดูแล้งราคาจะแพงถึงกิโลกรัมละ 15 - 16 บาท นางสัมภาษณ์ อยูุ่สุ่ม บอกอีกว่า นอกจากข่าเหลืองแล้ว ตนเองได้ปลูกขมิ้นอยู่อีกจำนวนมาก ผลผลิตประมาณ 10 ตัน ขณะนี้รอการขุดขาย ซึ่งคาดว่าจะเป็นพืชที่ทำรายได้อีกพืชหนึ่งด้วย ในตำบลบ้านนา อำเภอกะเปอร์ เกษตรกรปลูกข่าเหลืองกันมาก ทำให้เกษตรกรมีงานทำและมีรายได้ตลอดปี แต่ในช่วงแล้งจะมีปัญหาเรื่องน้ำ ทำให้ข่าเหลืองออกสู่ตลาด น้อยลง มีเกษตรกรหลายคนที่อยู่ใกล้แหล่งน้ำ ได้ใช้ระบบการให้น้ำแบบสปริงเกอร์ในแปลงข่า ทำให้ข่าเจริญเติบโตดี เก็บเกี่ยวได้เร็วกว่ากำหนด ผลผลิตที่ได้ก็สูงกว่าเดิมมาก ดังเช่น นายอาทิตย์ จันทราศรี อยู่บ้านเลขที่ 77 หมู่ที่ 3 ตำบลบ้านนา บอกว่าได้ใช้ระบบน้ำเข้าช่วยในฤดูแล้งทำให้ข่าเหลืองเจริญเติบโตดีมาก ขุดขายได้เร็วขึ้น สำหรับด้านการตลาดก็ไม่มี ปัญหา พ่อค้ามาแย่งกันซื้อ เพราะช่วงฤดูแล้ง ข่าเหลืองขาดตลาด นายพิทยา สมบุญ พ่อค้าพืชผักจากอำเภอกะเปอร์ โทร. 0-1270-5744 เล่าว่าเข้ามารับซื้อพืชผักจากตำบลบ้านนามา 9 ปีแล้ว นอกจากตนยังจะมีพ่อค้ารายอื่นอีกกว่า 10 ราย ที่ไ้ด้เข้ามารับซื้อทุกวัน ตลาดแหล่งใหญ่อยู่ที่จังหวัดภูเก็ต กระบี่ ชุมพร รวมทั้งจังหวัดระนองด้วย ช่วงนี้รับซื้อข่าเหลืองจากเกษตรกร กิโลกรัมละ 15 บาท และพืชผักชนิดอื่น ก็ซื้อ เช่น ตะไคร้ มัดละ 100 ต้น 15 บาท ขมิ้นกิโลกรัมละ 8 บาท กระชายกิโลกรัมละ 10 บาท

มะนาว นอกฤดูในบริเวณบ้าน

posted on 16 Jan 2010 21:51 by thanawat-pipat
มะนาว นอกฤดูในบริเวณบ้าน มะนาวเป็นพืชที่มีความสำคัญสำหรับคนไทย มีการนำมาใช้ประโยชน์ในครัวเรือน โดยการนำมาเป็นเครื่องปรุงในการประกอบอาหารหรือ นำมาแปรรูปเป็นน้ำมะนาวพร้อมดื่ม และในปัจจุบันนี้ก็นิยมนำมารับประทาน หรือเป็นส่วนผสมของเครื่องบำรุงผิวพรรณ เพื่อความสวยงามของ คุณสุภาพสตรี มะนาวจะให้ผลผลิตประมาณเดือนสิงหาคม - ตุลาคม มะนาวในช่วงระยะเวลานี้จะมีราคาถูกเนื่องจากมีผลผลิตออกสู่ตลาดจำนวน มาก แต่ในช่วงเดือนมีนาคม - เมษายน มะนาวจะมีราคาแพงมาก เนื่องจากมีผลผลิตน้อยด้วยเหตุนี้จึงเป็นแรงจูงใจที่ทำให้เกษตรกรต้องการ ผลิตมะนาวนอกฤดูกันมากขึ้น เทคนิคการผลิตมะนาวนอกฤดูนั้นทำได้หายวิธี เช่น การใช้สารเคมี การใช้วิธีรมควัน เป็นต้น แล้วแต่ผู้ปฏิบัติ ว่าจะทำด้วยวิธีใด ซึ่งการผลิตมะนาวในวงบ่อซีเมนต์ในบริเวณบ้านก็เป็นวิธีการผลิตมะนาวนอกฤดูวิธีหนึ่งที่น่าสนใจ ผู้เขียนได้อ่านบทความเกี่ยวกับการผลิตมะนาวนอกฤดูในวงบ่อซีเมนต์จากหลาย ๆ แห่ง พบว่าส่วนใหญ่จะกล่าวถึงคุณนรินทร์ พูลเพิ่ม นักวิชาการเกษตร ศูนย์วิจัยพืชสวนพิจิตร กรมวิชาการเกษตร ว่าเป็นผู้ที่ค้นพบวิธีการผลิตมะนาวนอกฤดูในวงบ่อซีเมนต์ ซึ่งจากการศึกษา จากหนังสือและเอกสารต่างๆ ผู้เขียนคิดว่าน่าจะมีความเป็นไปได้จึงได้ทดลองนำมาปฏิบัติจริงในบริเวณบ้าน โดยลงทุนซื้อบ่อซีเมนต์ขนาด 80 เซนติเมตร และแผ่นรองวงบ่อขนาดเดียวกันคิดเป็นเงินประมาณ 130 บาท/ชุด (ซื้อมาจำนวน 3 ชุด) โดยนำวงบ่อมาวางให้พอดีกับแผ่นรองวง บ่ออย่าเชื่อมติดกันต้องให้น้ำไหลผ่านออกได้สะดวก วางไว้ในบริเวณที่ว่างและสามารถรับแสงได้ ได้เตรียมดินโดยการผสมดินเหนียว ปุ๋ยคอก แกลบดิบ ในอัตราส่วน 2 : 1 : 1 แต่ส่วนใหญ่ในเอกสารที่แนะนำจะให้ใส่ ดินร่วน : ปุ๋ยหมัก 3 : 2 หรือดินร่วน : ปุ๋ยคอก 3 : 1 หรือดินเหนียว : ปุ๋ยหมัก : ขี้เถ้าแกลบดำ 3: 2 : 1 ใส่ดินที่ผสมแล้วลงในวงบ่อให้เต็มวงบ่อ แล้วพูนดินปลูกขึ้นอีกเล็กน้อย แล้วขุดหลุมเล็ก ๆ ตรงกลางวงบ่อซี เมนต์ นำกิ่งพันธุ์มะนาวลงปลูก กลบดิน ทำหลักไม้ไผ่ผูกกับต้นมะนาวเพื่อป้องกันการโยกของต้น ใช้เศษหญ้าคลุมหน้าดินแล้วรดน้ำให้ชุ่ม โดยเริ่มปลูกมะนาวตั้งแต่เดือนพฤศจิกายน 2544 ใช้มะนาวพันธุ์แป้นและพันธุ์ไข่ ในระยะแรกจะรดน้ำให้ต้นมะนาวทุกวัน ประมาณ 1 อาทิตย์ และหลังจากนั้นจึงให้น้ำเว้นวัน และต่อมาก็จะรดน้ำโดยดูจากลักษณะของดินว่ายังมีความชื้นอยู่หรือไม่ ถ้าไม่มีความชื้นก็จะรดน้ำทันที มะนาวมี การเจริญเติบโตดี แต่จะมีปัญหาเรื่องหนอนกัดกิน ใบอ่อน หนอนชอนใบ ซึ่งทำการกำจัดโดยการทำลายหนอน ด้วยการบี้ด้วยมือ เนื่องจาก ปลูกมะนาวเพียง 3 ต้นเท่านั้นจึงมีแรงงานพอที่ป้องกันด้วยวิธีนี้ได้ และยังพบปัญหาเกี่ยวกับโรคแคงเกอร์เนื่องจากมะนาวทั้ง 2 พันธุ์ที่ปลูกนี้จะ อ่อนแอต่อโรคดังกล่าว จึงใช้วิธีการตัดแต่งกิ่งที่เป็นโรคและเผาทำลายทิ้งไป เมื่อมะนาวเจริญเติบโตได้ประมาณ 2 เดือนใส่ปุ๋ยเคมีสูตร 15-15-15 ปริมาณ 50 กรัม/ตัน โดยหว่านบริเวณรอบ ๆ โคนต้นแล้วรดน้ำ ตาม ควรใส่ปุ๋ยเคมีทุก 1 - 2 เดือน) ในเดือนมกราคม มะนาวจะเริ่มมีการออกดอก จึงต้องเด็ดดอกทิ้งไป ทั้งนี้เนื่องจากมะนาวยังมีอายุน้อยและ มีวัตถุประสงค์ว่าจะให้มะนาวออกดอกเพื่อให้ได้ผลผลิตในช่วงเดือนเมษายน ซึ่งเป็นช่วงเวลาที่มะนาวในตลาดมีปริมาณน้อย (การปลูกมะนาวใน วงบ่อซีเมนต์ ควรจะเก็บเกี่ยวผลผลิตเฉพาะช่วงนอกฤดูเท่านั้น ไม่ควรปล่อยให้มะนาวออกดอกติดผลอยู่บนต้นตลอดปี จะทำให้มะนาวทรุดโทรม เร็วกว่าปกติ) ต่อมาในเดือนมีนาคม พบว่ามะนาวเริ่มออกดอกอีกครั้ง ด้วยวัตถุประสงค์ดังกล่าวข้างต้นจึงต้องใช้วิธีการเด็ดดอกทิ้งเช่นเดิมเนื่อง จากมะนาวที่ปลูกมีจำนวนน้อย จึงมีแรงงานและเวลาเพียงพอที่จะเด็ดดอกทิ้ง และจากการอ่านเอกสารแนะนำเกี่ยวกับเรื่องการทำให้ดอกมะนาว ร่วง ผู้เขียนเคยอ่าน ในวารสารสาระไม้ผล ซึ่งอาจารย์รวี เสรฐภักดี ภาควิชาพืชสวน คณะเกษตร มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ได้กล่าวไว้เกี่ยว กับการปลิดดอกและผลอ่อนมะนาวเพื่อให้ได้ผลผลิตนอกฤดูนั้น มีความจะเป็นที่ต้องกำจัดดอก และผลอ่อนที่ไม่ต้องการในฤดูกาลทิ้งออกไปก่อน การตัดแต่งกิ่งนอกจากจะเป็นการกำจัดดอกและผลอ่อนออกไปได้บางส่วน แล้วยังเป็นตัวช่วยกระตุ้นให้มีการผลิยอดอ่อนใหม่ที่ค่อนข้างสม่ำเสมอ อีกด้วย ภายหลังจากตัดแต่งแล้วดอกและผลอ่อนที่เหลือก็สามารถใช้สารควบคุมการเจริญเติบโตหรือฮอร์โมนมาช่วยได้สารเหล่านี้เท่าที่มีรายงาน ผลการทดลองใช้นั้นมีอยู่ 2 ชนิดด้วยกันคือ NAA เข้มข้น 2,000 ppm. สามารถปลิดผลอ่อนในระยะกลีบดอกโรยและระยะที่ผลมีอายุ 2 - 3 สัปดาห์ได้ดีกว่าในระยะที่เป็นตาดอกและระยะดอกบาน อย่างไรก็ตามการใช้ NAA ในความเข้มข้นระดับนี้ไม่สามารถกำจัดดอกและผลอ่อนให้ หมดไปได้ตามต้องการ การใช้ความเข้มข้มที่สูงมากกว่านี้อาจก่อให้เกิดความเป็นพิษกับต้นมะนาวได้ สารควบคุมการเจริญเติบโตอีกชนิดหนึ่งที่ ใช้ในการปลิดดอกและผลอ่อนของมะนาวคือ เอทธีฟอน (ethephon) ในระดับเข้มข้น 300 ppm. สามารถกำจัดดอกและผลอ่อนได้อย่างดีมาก ซึ่ง ประสิทธิภาพของการปลิดทั้งดอกและผลอ่อนมีถึงกว่า 90% ระยะที่สามารถปลิดได้ผลดีที่สุดหรือปลิดได่อย่างสมบูรณ์ (100%) คือ ระยะดอกบาน ส่วนผลอ่อนที่มีอายุมากกว่า 1 เดือนขึ้นไปหรือผลที่มีขนาดใหญ่ แล้วไม่สามารถปลิดได้ การใช้ความเข้มข้นสูง 400 ppm. สามารถปลิดดอกและ ผลอ่อนได้ 100% แต่ผลข้างเคียงของเอทธีฟอนนี้ก็มีอยู่ค่อนข้างมาก โดยมีผลทำให้ใบร่วงและเกิดอาการยางไหลได้ ใบที่มีผลกระทบต่อการใช้ สารนี้มากที่สุดคือใบที่มีสภาพไม่ค่อยสมบูรณ์ เช่น ใบที่มีโรคแคงเกอร์และหนอนชอนใบเข้าทำลายมักมีการร่วงหล่นในระดับสูงมาก อย่างไรก็ ตามการใช้สารนี้หากใช้ในระยะที่มีแดดจัดอาจทวีความรุนแรงมากขึ้นได้ ดังนั้นระดับที่สมควรใช้จึงควรอยู่ที่ 300 ppm. เท่านั้น สำหรับผลที่ยัง ปลิดดอกไม่หมดนั้นสามารถใช้ปลิดด้วยมือได้อย่างไม่ลำบากภายหลังการปลิดด้วยสารเคมีแล้ว ทั้งนี้เพราะจำนวนผลที่เหลือติดอยู่นั้นมีน้อยมาก แต่ผู้เขียนยังไม่ได้ทดลองใช้สารเคมีทั้งสองชนิดปฏิบัติเนื่องจากว่ายังมีแรงงานและเวลาพอที่จะใช้วิธีเด็ดดอกทั้งไป คาดว่าในฤดูกาลหน้าถ้าพบ ปัญหาการออกดอกของมะนาวในระยะเวลาที่ไม่ต้องการ คงจะได้ใช้วิธีดังกล่าวเนื่องจากมะนาวคงจะมีการออกดอกเพิ่มมากขึ้นต้องใช้เวลาในการ เด็ดทิ้งนาน และบางครั้งอาจจะไม่ทั่วถึง จะทำให้มีการติดผลในเวลาที่ไม่ต้องการ ในเรื่องของการตัดแต่งกิ่ง จะทำการตัดแต่งกิ่งเมื่อ เห็นว่ามีกิ่งที่เป็นโรคกิ่งผุ กิ่งที่อยู่ในตำแหน่งที่ไม่เหมาะสม เช่น กิ่งไขว้กัน กิ่งที่อยู่ ชิดดินมากเกินไป เป็นต้น ซึ่งการตัดแต่งกิ่งก็เป็นวิธีหนึ่งที่เป็นการกำจัดดอกและผลที่ไม่ต้องการทิ้งไป เพื่อให้ได้ผลผลิตช่วงเดือนมีนาคม - เมษายน ต้องงดน้ำในเดือนกันยายน - ตุลาคม (มะนาวจะใช้เวลาตั้งแต่ออกดอกจนถึงเก็บเกี่ยวผล ผลิตประมาณ 4 - 5 เดือน) เริ่มงดให้น้ำมะนาวประมาณกลางเดือนกันยายน แต่เนื่องจากเป็นฤดูฝน จึงต้องควบคุมด้วยการใช้ผ้าพลาสติกคลุม โคนต้น (ปากวงบ่อ) ไม่ให้น้ำซึมลงไปในดินภายในวงบ่อ ส่วนทางรากมะนาวก็จะดูดน้ำไม่ได้ เนื่องจากมีฝารองวงบ่อกั้นอยู่ประมาณ 15 - 30 วัน ใบมะนาวจะเริ่มเหี่ยวหรือมีใบร่วง หลังจากนั้นนำผ้าพลาสติกคลุมโคนออก ให้น้ำและปุ๋ยเคมีสูตร 12-24-12 อัตรา 50 กรัม/ต้น ซึ่งเมื่อดอกเริ่ม บานจำเป็นต้องมีการจัดการให้น้ำโดยเริ่มให้ดินมีความชุ่มชื้นบ้างในระยะแรก และเพิ่มขึ้นเมื่อมีการติดผลทั่วต้น ซึ่งถ้าการควบคุมดูแลการให้ น้ำไม่ดีพอ อาจทำให้ต้นขาดน้ำและทำให้ผลอ่อนหลุดร่วงได้ ส่วนการใช้ปุ๋ยเคมีให้ใช้สูตร 15-15-15 หรือ 16-16-16 อัตรา 200 กรัมต่อต้นร่วมกับ ปุ๋ยยูเรีย 46-0-0 อัตรา 50 กรัม และเมื่อได้ผลผลิตแล้วต้องเตรียมบำรุงสภาพต้นให้สมบูรณ์กลับคืนโดยเร็วโดยการตัดแต่งกิ่ง ปลิดช่อดอกและ ผลเล็กออกให้หมด และใส่ปุ๋ยบำรุงต้น เพื่อให้พร้อมที่จะผลิตมะนาวนอกฤดูรุ่นต่อไป การปลูกมะนาวในวงบ่อซีเมนต์เพื่อให้ได้ผลผลิตนอกฤดู จึงเป็นทางเลือกหนึ่งที่น่าสนใจ เพราะนอกจากจะได้ผลผลิตนอกฤดูกาล ทำให้ ไม่ต้องซื้อมะนาวในราคาที่แพงแล้วยังสามารถปลูกเป็นไม้ประดับบริเวณบ้านได้อีกด้วย จึงขอเชิญชวนทุกท่านทดลองปลูก แม้เพียง 1 - 2 ต้นก็ ยังดีและเมื่อเกิดความชำนาญแล้วอาจจะกลายเป็นอาชีพเสริม หรืออาชีพใหม่ ต่อไปในอนาคตก็ได้…